Good bye Lenin ! by me :-

posted on 09 Aug 2011 02:34 by poonnada
 
 
บทวิจารณ์  Good bye Lenin !
 
    ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำ เป็นภาษาเยอร์มัน โดยผู้กำกับ วูล์ฟ์กัง เบคเกอร์ เข้าฉายเมื่อปี 2004เป็นภาพยนตร์คอมมาดี้
ดราม่า ความยาว 118 นาที เนื้อหาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์การเมืองในยุคสงครามเย็น ที่เมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมันได้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือฝั่งเยอรมันตะวันออก (สังคมนิยม) และเยอรมันตะวันตก (ฝั่งทุนนิยม) ด้วยกำแพงเบอร์ลิน การแบ่งแยกดังกล่าว ได้ส่งผลกระทบให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่ในประเทศ จากเนื้อหาภาพยนตร์ บ่งบอกถึงสภาวะที่พ่อกับแม่และลูก ต้องพลัดพรากจากกัน ด้วยลัทธิทางการเมือง แนวคิดสองขั้วที่มีความขัดแย้งอย่างรุนแรงในยุคนั้น

    ภาพยนตร์นำเสนอเรื่องราวของครอบครัวเล็กๆ ในเบอร์ลินตะวันออก ในปี 1978 เปิดเรื่องด้วยภาพวิดิโอภาพถ่ายครอบครัวที่มีความสุข การเล่นสนุกสนานของสองพี่น้อง มีเสียงของพ่อผู้เป็นคนถ่ายภาพ ภาพโมโนโทนสีโทนแดงแสดงถึงระยะเวลาในอดีต ก่อนตัดมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน อเล็กซ์กับพี่สาวในวัย 11 ขวบ กำลังนั่งดูการถ่ายทอดสดภารกิจของนักบินอวกาศคนแรกชาวเยอรมันที่กำลังขึ้น สู่อวกาศ ในเวลาเดียวกันที่แม่ของเขากำลังถูกสอบสวนเกี่ยวกับการเดินทางไปเยอรมันฝั่ง ตะวันตกของพ่อ และหายตัวไปไม่กลับออกมาอีกสภาวะกดดันเคร่งเครียดทำให้แม่ของอเล็กซ์ เกิดอาการซึมเศร้าและไม่ยอมพูดจากับใครเป็นระยะเวลาหนึ่งและหลังจากนั้น เมื่อหายป่วย เธอก็กลับมาเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค และทุ่มเทพลังกายพลังใจให้กับการทำงาน เพื่อพรรคสังคมนิยมที่ปกครองประเทศขณะนั้น จนได้รับเหรียญรางวัลเชิดชูเกียรติ
   
    ภาพยนตร์เล่าเรื่องผ่านการบอกเล่าของตัวละครคือ อเล็กซ์ โดยใช้ภาษาทีเล่นทีจริง บ่งบอกการมองเหตุการณ์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแบบขำๆ อย่างเช่นเขาเล่าว่าเมื่อพ่อหายไป แม่ก็แต่งงานใหม่กับลัทธิสังคมนิยม และพ่อผู้ถูกทุนนิยมล้างสมองก็ไม่ยอมกลับมา เป็นต้น โดยเล่าสลับกับภาพเหตุการณ์ที่เขามองเห็นแวดล้อมของเมืองขณะนั้น ภาพยนตร์ใช้สีแดงบอกถึงสถานการณ์ของประเทศที่ถูกปกครองโดยพรรคสังคมนิยม ผ่านสีของธง สีของ BG ด้านหลังตัวละคร รูปปั้นของเลนิน ป้ายโฆษณาพรรคสังคมนิยม บทเพลงปลุกใจ เป็นต้น
   
    ชื่อของหนังเรื่องนี้พูดถึงเลนิน เลนินสำคัญอย่างไร ? เลนินในที่นี้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เกี่ยวข้องเป็นคนเยอรมันโดยตรง แต่แนวคิดทางสังคมนิยมของเขาได้ส่งผล และทรงอิทธิพลอย่างมากกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงการเมืองการปกครองในยุโรป เลนินเป็นนักปฏิวัติสัังคมนิยมคนสำคัญของรัสเซีย ที่ทำให้แนวคิดสังคมนิยมอุดมคติแบบมากร์คซิสม์ ไปสู่การปฏิวัติและเปลี่ยนแปลงการปกครองที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น เป็นรากฐานสำคัญและต้นแบบของการปฏิวัติการปกครองระบบสังคมนิยมในตอนนั้น

  
 
    ตัวละครคนสำคัญอีกคนคือ แม่ของอเล็กซ์ เธอเป็นตัวแทนของคนที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยมเต็มขั้น ทุ่มเทพลังกายและใจ เพื่อส่งเสริมอุดมการณ์สังคมนิยมของพรรค รวมทั้งต่อสู้เพื่อความไม่เป็นธรรมในชีวิตประจำวัน เป็นส่วนหนึ่งของการต่อต้านสินค้าและการบริโภคแบบทุนนิยม อาทิ เรื่องของการแต่งกาย เสื้อผ้าที่ฟุ่มเฟือย การให้ความสำคัญต่อความงามเกินควร การผลิตที่พุ่งเป้าประสงค์ไปสู่การกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากบริโภค เป็นส่วนหนึ่งของการค้าทุนนิยม ต่อต้านการใช้สีสันที่จัดจ้าน การต่อสู้ในเรื่องเหล่านี้ อาจดูเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับสะท้อนความเป็นเฟมินิสต์ของเธอออกมาอย่างเด่นชัด การแต่งกายด้วยสีแดงก่อนหมดสติ บ่งบอกแนวคิดสังคมนิยมในตัวเธอ ที่เรียกร้องให้เกิดความเสมอภาค ขจัดความเลื่อมล้ำ มุ่งประโยชน์ต่อส่วนรวมเพื่อสังคมที่ดีในอนาคต
   
    นอกจากนี้ ในภาพยนตร์ยังแสดงสถาปัตยกรรมของรัฐสภาทีี่บ่งบอกถึงรูปแบบของสถาปัตยกรรมใน ยุคจักรวรรดินิยมที่ยังหลงเหลือ ในรูปแบบสถาปัตยกรรมกรีกโบราณ ที่เรียกได้ว่าเป็นแบบ IMPERIALISM แต่อย่างไรก็ตามรูปแบบอาคารส่วนใหญ่ที่ปรากฏก็สะท้อนอิทธิพลของสถาปัตยกรรม ยุคโมเดริน์เช่นกัน การตัดทอนรูปแบบสถาปัตยกรรมให้เรียบง่ายมีลักษณะเป็นแท่ง รูปทรงเรขาคณิต ตัดสิ่งตกแต่งประดับประดาฟุ่มเฟือยออก เป็นอีกลักษณะของการสะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ทางชนชั้นเพื่อได้มาซึ่งความ เสมอภาค โปสเตอร์รูปเลนิน ธงสีแดงขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่ทั่วไปในเมือง บอกถึงลัทธิสังคมนิยมที่ทรงอิทธิพลเช่นกัน


 
 
    ในปี 1989 ครบรอบ 40 ปีของการปกครองระบบสังคมนิยมในเยอรมัน อเล็กซ์เติบโตขึ้น เขากับครอบครัวยังคงอาศัยอยู่ในโลกของสังคมนิยม แต่กระแสของการเปลี่ยนแปลงทางแนวคิดทางสังคมและการเมือง ได้เกิดกับกลุ่มคนที่ต้องการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ เขาได้ร่วมเดินขบวนต่อต้านการปิดกั้นสื่อมวลชน การเรียกร้องเสรีภาพในด้านต่างๆ การเดินขบวนเรียกร้องแสดงให้เห็นถึงความต้องการของประชาชนที่จะหลุดพ้นจาก ระบบสังคมนิยมในเยอรมันขณะนั้น
   
    แม่ของอเล็กซ์ได้ประสบอุบัติเหตุ ล้มลงหัวใจวาย จากการมาพบว่าลูกชายกำลังถูกจับขณะเดินขบวนเรียกร้องเธอหมดสติและตกอยู่ใน ภาวะเข้าขั้นโคม่า และไม่รู้สึกตัวเป็นเวลานานถึงแปดเดือน ระหว่างนั้นในเบอร์ลินมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย การล่มสลายการปกครองลัทธิสังคมนิยม การทำลายกำแพงเบอร์ลิน การเข้ามาของทุนนิยมข้ามชาติสินค้าและการโฆษณา อุตสาหกรรมการผลิตการบริโภคยักษ์ใหญ่ บริษัทโคคาโคล่า เบอร์เกอร์คิง เสื้อผ้าการแต่งกายข้าวของเครื่องใช้ การตกแต่งที่ปรับเปลี่ยน ไปทางตะวันตก การเข้ามาของสื่อมวลชน มีการแข่งขันบอลโลก เหตุการณ์ต่างๆ ได้ส่งผลต่อชีวิตของคนเบอร์ลิน และครอบครัวของอเล็กซ์
   
    พี่สาวของเขาลาออกมาทำงานที่ร้านเบอร์เกอร์คิง และแต่งงานใหม่กับผู้จัดการหนุ่มจากฝั่งเบอร์ลินตะวันออก ที่ดูจะมีแนวคิดแบบเสรีนิยมเต็มขั้นจากพฤติกรรมทางเพศที่เป็นไปอย่างการเปิดเผย มุ่งทำธุรกิจ การบริโภค (จะซื้อรถยนต์) เป็นต้น ตัวอเล็กซ์เอง เขาต้องออกจากงานเก่า คือร้านซ่อมทีวีที่ปิดตัวลง และเข้าทำงานใหม่ในบริษัทติดตั้งจานสัญญาณดาวเทียม ภาพจานสัญญาณดาวเทียมที่ทวีคูณ ตามตึกบ้านเรือนที่อยู่อาศัย แสดงให้เห็นถึงเสรีภาพของสื่อ การเปิดรับ ทิศทางของการสื่อสารที่เปิดกว้าง บอกถึงโลกยุคใหม่ที่เข้าครอบคลุมชีวิตของคนเยอรมัน
   
    การล่มสลายของกำแพงเบอร์ลิน ส่งผลให้มีการไหลเวียนของผู้คนทั้งสองฝั่ง การโยกย้าย ตั้งหลักปักฐานที่มาพร้อมกับรูปแบบชีวิต สังคม วัฒนธรรมรูปแบบใหม่ เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งมโหฬาร ในขณะนั้นแม่ของอเล็กซ์ได้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง แปดเดือนให้หลัง หมอเตือนว่าเธอยังอยู่ในภาวะที่อันตราย และไม่ควรให้กระทบกระเทือนใจ อเล็กซ์ซึ่งเข้าใจแม่ของเขาดีว่า เธอเป็นสังคมนิยมหัวอนุรักษ์แค่ไหน ถ้าหากแม่รู้ว่าประเทคในอุดมคติได้ล่มสลายไปแล้ว แม่คงเสียใจมาก เขาพยายามทำทุกอย่างเพื่อรักษาโลกในอุดมคติของแม่ไว้ โดยการตกแต่งห้องให้เหมือนเมื่อตอนยังเป็นสังคมนิยม รูปแบบเฟอร์นิเจอร์คลาสสิค วอลล์เปเปอร์ โคมไฟ โต๊ะ เก้าอี้ เตียงนอนผ้าปู ฯลฯ ยังรวมไปถึงการหาซื้อ และทำสินค้าในยุคสังคมนิยมที่หาไม่ได้แล้วในเวลาไม่กี่เดือน ซุปเปอร์มาเก็ตเต็มไปด้วยข้าวของตะวันตก การเปลี่ยนไปใช้เงินสกุลตะวันตก เสื้อผ้าที่ทั้งบ้านจะต้องรื้อมาใส่ และการปกปิดข่าวสารรอบนอก การนัดหมายผู้คนที่เข้ามาหาแม่ของเขา ให้ระมัดระวังการเปิดเผยถึงสถานการณ์การเมืองขณะนั้น หรือแม้กระทั่งมีการถ่ายทำรายการเพื่อไขข้อข้องใจ สร้างภาพของชัยชนะของโลกสังคมนิยมที่มีเหนือทุนนิยมขึ้นมา จากการร่วมมือของเพื่อนในบริษัทติดตั้งจานดาวเทียม
   
    เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายดายเลย ป้ายผ้าสีแดงที่เคยคลุมตึกสูง เปลี่ยนเป็นป้ายสีแดงของสินค้าทุนนิยมยักษ์ใหญ่โคคาโคล่า การโฆษณาสินค้าอุปโภคบริโภค การเปิดเสรีทางสื่อรูปแบบต่างๆ สิ่งเหล่านี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อความคิดของ ผู้คนในกรอบอนุรักษ์นิยม แม้ว่าวันหนึ่งเมื่อแม่ของเขาลุกขึ้น และเดินออกไปนอกบ้าน เธอพบเห็นบางอย่างที่เปลี่ยนไป รูปปั้นเลนินที่กำลังถูกโยกย้าย สร้างความงุนงงและสงสัย แต่อเล็กซ์ก็ยังคงไม่ยอมเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดและปกปิดความจริงต่อไป
   
    และท้ายที่สุด แม่ของเขาก็ได้เปิดเผยถึงสาเหตุของการจากไปที่แท้จริงของพ่อ เมื่อหลายปีก่อน เกิดจากเหตุผลทางการเมืองเป็นสำคัญ หาใช่พ่อของเขาหลงลืมลูกเมียไม่ แต่เพราะความขัดแย้งทางแนวคิด พ่อของอเล็กซ์เป็นปัญญาชนคนหนึ่ง ที่ต้องการอิสรเสรีในการดำรงชีวิต เลือกที่จะต่อต้านพรรคสังคมนิยมและไปสู่ฝั่งตะวันตก เขาเฝ้ารอให้แม่และลูกๆ ตามไป แต่ในที่สุดแม่ของเขาก็เลือกอีกหนทางหนึ่ง คือยืนคนละฝั่งความคิด
   
    เมื่อสังคมนิยมในเยอรมันล่มสลาย ทุนนิยมก็เข้าครอบครองโลกอุดมคติที่ชาวสังคมนิยมอย่างแม่ตื่นขึ้นมาอาจต้อง ฝันสลาย อเล็กซ์จึงพยายามปกป้องแม่ของเขาเท่าที่ลูกชายคนหนึ่งจะพึงกระทำได้ ก่อนที่แม่จะลาโลกไปเธอน่าจะรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันนี้แล้ว แต่เธอก็ไม่ได้ทักท้วงสิ่งที่ลูกชายพยายามปกป้องเธอไว้ โดยไม่ให้เสียความตั้งใจดีของอเล็กซ์
   
    ในขณะที่อเล็กซ์ใช้ทุกวิถีทางในการปกปิดความจริงของโลกกับแม่ เขาควบคุมสื่อการรับรู้ของแม่ ทั้งที่ครั้งหนึ่งเขาเคยร่วมขบวนประท้วงเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงความคิด เห็น เสรีภาพในสื่อมวลชน เหล่านี้สร้างความย้อนแย้งในตัวเขา ที่เกิดจากสภาวะกดดันรอบด้าน ความรักที่มีต่อแม่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เขาเลือกกระทำไป
   
    ประเด็นสำคัญอีกอย่างที่ภาพยนตร์ต้องการนำเสนอ คือความรักระหว่างคนในครอบครัว อเล็กซ์ทำทุกอย่างเพื่อแม่ของเขาแม่ยอมสละตน ครอบครัวเพื่ออุดมการณ์ของเธอ เพื่อสังคมที่เสมอภาคจนเธอได้ลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญเหนืออื่นใดคือความรัก การอยู่ร่วมกัน เธอยอมรับผิดว่าเธอตัดสินใจผิดพลาดครั้งใหญ่ที่ไม่ได้ตามพ่อของเขาไปฝั่ง ตะวันตก ซึ่งมันคงไม่สามารถย้อนวันเวลากลับมาได้อีก

    และครั้งหนึ่งเมื่ออเล็กซ์ได้พบฮีโร่ของเขาในวัยเด็ก นักบินอวกาศคนแรกของเยอรมัน อเล็กซ์ถามเขาว่าขึ้นไปบนอวกาศเป็นยังไงบ้าง เขาตอบกลับมาว่า การขึ้นไปอยู่บนดวงดาวแล้วมองลงมามันสวยงามมาก เสียดายที่ว่าเหงาไปหน่อย เพราะที่นั่นไม่มีครอบครัวอยู่ด้วย...ถ้อยคำของนักบินอวกาศ บ่งบอกถึงความสำคัญของการเป็นครอบครัว เป็นบ้าน และถ้าดวงดาวในอวกาศเชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ดาวแดงของสังคมนิยมแล้ว การมุ่งสู่ดวงดาวแห่งอุดมคติของแม่ในเส้นทางชีวิตที่ผ่านมา คงเป็นไปอย่างเหงาหงอย เมื่อต้องปราศจากครอบครัวที่รักได้อยู่ร่วมกันอย่างพร้อมหน้าแต่นั่นก็เป็น สิ่งที่เธอเลือกแล้ว

    การไปถึงซึ่งอุดมการณ์บางอย่าง นอกเหนือจากความตั้งใจและศรัทธาอย่างแรงกล้าแล้ว สิ่งที่ต้องเป็นไประหว่างทาง อาจนำมาซึ่งการสูญเสียในรูปแบบต่างๆ เป็นสิ่งที่ไม่สามารถคาดเดาได้ แต่ถ้าหากนั่นเป็นหนทางที่คนคนหนึ่งได้เลือกแล้ว มันอาจนำมาซึ่งเรื่องที่น่าเศร้าที่สุดในชีวิต  การยอมรับความเป็นไปให้ได้จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เลย.


:- 

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณจ้า big smile

#2 By poonnada on 2011-08-12 11:41

Hot! Hot! Hot! big smile big smile

#1 By YiM-YiiM on 2011-08-09 09:56